ถาม-ตอบ ปัญหาเกี่ยวกับคอมบูชะ

1.ชาหมักคืออะไร

·      ผลิตจากกระบวนการหมักน้ำชาที่เติมน้ำตาลโดยใช้จุลินทรีย์ที่ดีที่เป็นโปรไบโอติกส์ ทำให้เกิดสารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพหลายชนิด เช่น กรดอะซีติก กรดแลกติก กรดกลูโคนิก กรดกลูคูโรนิก และสารดีเอสแอล



2. คนเป็นเบาหวานทานได้ไหม

·      ผู้ป่วยเบาหวานแต่ละรายมีความสามารถในการใช้น้ำตาลในระดับที่แตกต่างกัน ดังนั้น ผู้ที่เป็นเบาหวานแต่ละราย  ควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสมกับตนเอง   ไม่ดื่มในปริมาณที่สูงเกินไปจนทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ  โดยการตรวจสอบระดับน้ำตาลในเลือดให้สม่ำเสมอ

 

3. หมักอย่างไร

·      น้ำชาหมักหรือคอมบูชะผลิตจากชาดำและชาเขียวโดยนำใบชามาต้มในน้ำเดือดเป็นเวลา 10-15 นาที กรองใบชาออก แล้วเติมน้ำตาล ทิ้งไว้จนเย็น ถ่ายใส่ภาชนะสำหรับหมัก ไม่ควรใช้ภาชนะที่ทำด้วยโลหะ แล้วเติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ ปิดปากภาชนะด้วยผ้าขาวบาง หมักเป็นเวลา 7-15 วัน จะมีแผ่นวุ้นเกิดขึ้นที่ผิวหน้าน้ำชา กรองส่วนที่เป็นน้ำ บรรจุขวด และแช่เย็นไว้รับประทาน หากหมักเป็นเวลานานรสชาติจะเปรี้ยวขึ้นตามระยะเวลาของการหมัก จนอาจเปรี้ยวเกินกว่าที่จะดื่มได้

 

4. ชาหมักต่างกับชาทั่วไปในท้องตลาดอย่างไร

·      เพราะว่าไม่ใช่ชาธรรมดา แต่เป็นชาหมัก และหมักด้วยวิธีเฉพาะเริ่มตั้งแต่วัตถุดิบชา คัดสรร เอาเฉพาะชาคุณภาพที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง รสชาติชั้นดี สายพันธุ์ที่ใช้ผ่านกรรมวิธีการทำชาแห้งอย่างพิถีพิถันในขบวนการหมักมีการคัดเลือกเชื้อกลุ่มโปรไบโอติกส์ในสัดส่วนที่เหมาะสมมีกรรมวิธีการผลิตที่สะอาดปลอดภัย ด้วยความเชี่ยวชาญจากภูมิปัญญาที่สืบทอดจากบรรพบุรุษในเรื่องการเบลนผสมผสานชาหมักแต่ละช่วงเวลาและผสมผสานคละเคล้าหลากหลายสายพันธุ์เพื่อให้ได้คุณภาพที่ดีและสม่ำเสมอ และด้วยเทคนิคพิเศษนี้ทำให้มีสารต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นระหว่างกระบวนการหมักและยังเกิดกรดอินทรีย์ธรรมชาติและสารสำคัญอื่นๆอีกมากมาย

·      กลุ่มเชื้อโปรไบโอติกส์ที่ใช้ในกระบวนการหมักประกอบด้วยกลุ่มยีสต์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมไวน์กลุ่มแบคทีเรียแลกติกที่พบในน้ำหมักผลไม้ต่างๆ และกลุ่มแบคทีเรียอะซิติกที่ใช้ในการทำวินีก้าเช่นแอปเปิ้ลไซเดอร์และน้ำส้มสายชูจากข้าว เป็นต้น ดังนั้นการดื่มชาหมักจึงเหมือนกับการได้รับสารต่างๆที่มีทั้งในไวน์ น้ำหมัก และน้ำส้มสายชูหมักธรรมชาติแต่ไม่มีแอลกอฮอล์

5. แตกต่างอย่างไรกับชาที่หมักเอง

·      ชาหมักที่หมักเองอาจมีรสชาติไม่สม่ำเสมอ หากระยะเวลาการหมักไม่เหมาะสม อาจทำให้ความเปรี้ยวน้อยไปหรือเปี้ยวมากไป บางครั้งอาจมีแอลกอฮอลล์ในปริมาณสูง  หรืออาจมีจุลินทรีย์ชนิดอื่นปนเปื้อน ชาหมักที่ผลิตจำหน่ายจะมีการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบและจุลินทรีย์ที่ใช้ในการผลิต ระยะเวลาการหมักที่เหมาะสม ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพคงที่และรสชาติสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบปริมาณแอลกอฮอลล์ไม่ให้เกินมาตรฐานเครื่องดื่ม คือ ไม่เกินร้อยละ0.5 มีการตรวจสอบสารที่เป็นพิษ คือ เมธิลแอลกอฮอลล์ และโลหะหนัก ซึ่งไม่พบในผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่าย

 

6. มีแอลกอฮอลล์ไหมคิดว่าเป็นไวน์

·      คอมบูชะเป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอลล์ หรืออาจมีในปริมาณต่ำมากไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด คือ ไม่เกิน 0.5 เปอร์เซ็นต์ รสชาติของคอมบูชะอาจมีส่วนคล้ายไวน์ เนื่องจากในกระบวนการหมักอาจเกิดสารบางชนิดที่ให้รสชาติคล้ายไวน์  สารเหล่านี้ไม่ใช่แอลกอฮอลล์

 

7. ทานแล้วช่วยอะไร เห็นผลไหม ต้องทานนานแค่ไหน

·      ปัจจุบันมีงานวิจัยและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มากมายที่บ่งชี้คุณประโยชน์ของคอมบูชะต่อสุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับคำบอกเล่าของผู้ที่ดื่มคอมบูชะเป็นประจำ เช่น ช่วยระบบขับถ่าย บรรเทาอาการอ่อนเพลีย ช่วยการนอนหลับ ลดโคเลสเตอรอล ความดันโลหิต การอักเสบ ไมเกรน  ช่วยการทำงานของตับและขับสารพิษ เป็นต้น

 

8. คอมบูชะ มีประโยชน์ อย่างไร บ้าง

ประโยชน์ของกรดอินทรีย์ที่พบในคอมบูชะ มีดังนี้
1.กรดอะซีติก (acetic acid)  ยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียก่อโรคบางชนิดและถนอมอาหาร
2.กรดแลคติก (lactic acid) ช่วยในการย่อยอาหารและถนอมอาหาร
3.กรดมาลิก (malic acid) ช่วยในกระบวนการล้างพิษ
4.กรดออกซาลิก (oxalic acid) ส่งเสริมการผลิตพลังงานของเซลล์และถนอมอาหาร
5.กรดกลูโคนิก (gluconic acid) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
6.กรดบิวทิริก (butyric acid) ลดอาการอักเสบ
7.กรดนิวคลีอิก (nucleic acid) ซ่อมแซมฟื้นฟูเซลล์
8.กรดอะมิโน (amino acid)  ซ่อมแซมเนื้อเยื่อและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
9.กรดโฟลิก (folic acid)  สร้างเม็ดเลือดแดงและควบคุมการทำงานของสมอง
10.กรดกลูคูโรนิก (glucuronic acid)  ล้างพิษตับ
 

·      ในคอมบูชะยังมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดเช่นโพลีฟีนอลรวมทั้งทีเฟลวินและทีรูบิกิน ซึ่งพบในปริมาณที่สูงกว่าในน้ำชา ปริมาณโพลีฟีนอลที่สูงทำให้การต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นจึงช่วยปกป้องร่างกายจากการทำลายของอนุมูลอิสระได้ดียิ่งขึ้นนอกจากนี้ยังตรวจพบสารต้านจุลชีพก่อโรคและต้านการเจริญของเซลมะเร็งบางชนิด

 

9. ต้องทานนานแค่ไหนจึงจะเห็นผล

·      แต่ละบุคคลมีปัญหาสุขภาพที่มีความรุนแรงแตกต่างกัน ดังนั้นอาจใช้ระยะเวลาที่ต่างกันในการดื่มคอมบูชะจึงจะเห็นผลให้สุขภาพดีขึ้นสำหรับคนมีปัญหาในเรื่องระบบขับถ่าย หลังจากดื่มคอมบูชะไม่นาน สามารถทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ  ผู้ที่ตรวจพบค่าการทำงานของตับเกินค่ามาตรฐาน การดื่มคอมบูชะอย่างสม่ำเสมอ สามารถค่อยๆลดค่าการทำงานของตับจนใกล้เคียงค่าปกติ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน

 

10. ทานแล้วเมาไหม

·      คอมบูชะไม่ใช่เครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ หรืออาจมีแอลกอฮอลล์ไม่เกิน 0.5 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณ
แอลกอฮอลล์ระดับนี้ไม่สามารถทำให้เกิดอาการมึนเมาได้ และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพแม้แต่ในน้ำผลไม้ ขนมปัง หรือซาลาเปา ก็อาจมีแอลกอฮอลล์ในปริมาณเท่านี้ได้เช่นกัน

 

11. มีคาเฟอีนหรือเปล่า

·      น้ำชาซึ่งใช้ในการหมักคอมบูชะมีคาเฟอีนประมาณ 12.4 -41.6  มิลลิกรัม ต่อ100 มิลลิลิตร ซึ่งต่ำกว่าในกาแฟซึ่งมีคาเฟอีนประมาณ 38.6–65.2  มิลลิกรัม ต่อ100 มิลลิลิตร

 

12. ต้องทานตอนไหนบ้าง ปริมาณที่ดื่ม

·      ควรทานก่อนหรือหลังอาหารประมาณครึ่งชั่วโมงโดยแบ่งทานครั้งละ 100-150 มล.วันละ 2-3 เวลา ช่วงเช้าและบ่าย หรือทานเมื่อรู้สึกมีอาการอ่อนเพลีย

 

13. เด็กทานได้ไหม ทุกเพศทุกวัยหรือเปล่า

·      คอมบูชะเป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอลล์ แต่มีกรดอินทรีย์ ไวตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นประโยชน์หลายชนิด จึงเป็นเครื่องดื่มที่ให้ความสดชื่นและช่วยฟื้นฟูร่างกายนอกจากนี้กรดกลูคูโรนิกที่มีในคอมบูชะยังช่วยส่งเสริมการทำงานของตับในการกำจัดสารพิษต่างๆออกจากร่างกาย ดังนั้นคอมบูชะจึงเป็นประโยชน์กับทุกเพศทุกวัย ทุกคนสามารถดื่มได้อย่างปลอดภัย

·      สำหรับน้ำชาซึ่งในการผลิตคอมบูชะมีคาเฟอีนประมาณ 12.4 - 41.6 มิลลิกรัม ต่อ 100 มิลลิลิตร ซึ่งต่ำกว่าในกาแฟซึ่งมีคาเฟอีนประมาณ 38.6 – 65.2  มิลลิกรัม ต่อ100 มิลลิลิตร ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่บ่งชี้ถึงอันตรายของคาเฟอีนในปริมาณที่เหมาะสมต่อสุขภาพ ดังนั้นการดื่มคอมบูชะในปริมาณที่แนะนำ คือ ครั้งละ 100 มล. วันละ 3 เวลา ก็จะได้รับคาเฟอีนรวมแล้วไม่ถึง 200 มิลลิกรัม ซึ่งน้อยกว่าที่ได้รับจากการดื่มกาแฟ 2 แก้ว

 

14. ทำไมถึงสกัดแอลกอฮอลล์ได้

·      การที่คอมบูชะเป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอลล์  เป็นผลมาจากการควบคุมกระบวนการหมัก ให้อยู่ในช่วงเวลาที่แอลกอฮอลล์ถูกเปลี่ยนเป็นกรดอะซีติก หรือกรดน้ำส้ม ซึ่งทำให้เหลือปริมาณแอลกอฮอลล์ต่ำมากหรืออาจไม่มีเหลืออยู่ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องสกัดเอาแอลกอฮอลล์ออกแต่อย่างไร

 

15. เป็นเชื้อชนิดไหน

·      เชื้อที่ใช้ในการผลิตชาหมักเป็นจุลชีพกลุ่มที่ดีที่เป็นโปรไปโอติกส์ ประกอบด้วยจุลชีพหลายชนิดอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยกัน ซึ่งประกอบด้วย 2 กลุ่ม คือ กลุ่มยีสต์ และแบคทีเรียอะซิติกจุลชีพ กลุ่มยีสต์ประกอบด้วยยีสต์หลากหลายชนิดทำหน้าที่ย่อยน้ำตาลและเปลี่ยนให้เป็นแอลกอฮอลล์ ซึ่งเกิดในช่วงต้นของกระบวนการหมัก

·      จุลชีพกลุ่มแบคทีเรียอะซีติก ประกอบด้วยแบคทีเรียหลายชนิดที่ผลิตกรดอะซิติกและกรดอินทรีย์ต่างๆหลายชนิด โดยเปลี่ยนแอลกอฮอลล์และน้ำตาลให้เป็นกรดอินทรีย์ชนิดต่างๆ การทำงานร่วมกันของจุลชีพทั้งสองกลุ่ม ทำให้ได้น้ำชาหมักหรือคอมบูชะที่มีรสเปรี้ยวอมหวานเล็กน้อย และมีแอลกอฮอลล์ในระดับต่ำ นอกจากนี้ยังอาจพบแบคทีเรียแลกติกในกระบวนการหมัก

 

16.ชาวินเทอร์กับชาซัมเมอร์ต่างกันอย่างไร

·      ชาวินเทอร์ใช้ชาอูหลงฤดูหนาวในการเบลน เพื่อกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นคอชา และชื่นชอบไวน์

·      ชาซัมเมอร์ใช้ชาอัสสัมฤดูร้อนหรือเมี่ยงหัวปีซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของชาสายพันธุ์อัสสัมเพื่อผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับการดื่มน้ำหมักและผู้ที่ชื่นชอบน้ำผลไม้

 

17. ทำไมถึงทำขวดแตกต่างกัน อยากทราบว่าน้ำในขวดเหมือนกันไหม

·      เนื่องจากรสชาติและส่วนผสมแตกต่างกันเป็น 2 ชนิด คือ ชาวินเทอร์กับชาซัมเมอร์

 

18. คนท้องทานได้ไหม

·      คอมบูชะเป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอลล์ แต่มีกรดอินทรีย์ ไวตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นประโยชน์หลายชนิด จึงเป็นเครื่องดื่มที่ให้ความสดชื่นและช่วยฟื้นฟูร่างกายนอกจากนี้กรดกลูคูโรนิกที่มีในคอมบูชะยังช่วยส่งเสริมการทำงานของตับในการกำจัดสารพิษต่างๆออกจากร่างกาย  ดังนั้นคอมบูชะจึงเป็นประโยชน์กับหญิงตั้งครรภ์ คนท้องหรือหญิงตั้งครรภ์จึงสามารถดื่มได้ตามปกติ

·      สำหรับน้ำชาซึ่งในการผลิตคอมบูชะมีคาเฟอีนประมาณ 12.4 - 41.6 มิลลิกรัมต่อ100 มิลลิลิตร ซึ่งต่ำกว่าในกาแฟซึ่งมีคาเฟอีนประมาณ 38.6 – 65.2  มิลลิกรัม ต่อ100 มิลลิลิตร ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่บ่งชี้ถึงอันตรายของคาเฟอีนต่อหญิงตั้งครรภ์หรือทารกในครรภ์ อย่างไรก็ตามในวงการแพทย์แนะนำว่า หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน ดังนั้นการดื่มคอมบูชะในปริมาณที่แนะนำ คือครั้งละ 100 มล. วันละ3 เวลา ก็จะได้รับคาเฟอีนรวมแล้วไม่เกินที่แพทย์แนะนำ

19. คนเป็นโรค เช่น ตัดถุงน้ำดี เบาหวาน ไต ความดัน เป็นต้น สามารถทานได้ไหม

·      ถุงน้ำดีทำหน้าที่เก็บน้ำดีที่ผลิตจากตับ ซึ่งน้ำดีทำหน้าที่ย่อยไขมัน คนที่ถูกตัดถุงน้ำดี อาจมีปัญหาในการย่อยอาหารที่มีไขมัน ในคอมบูชะไม่มีสารอาหารประเภทไขมัน จึงไม่น่าจะสร้างปัญหาสุขภาพในผู้ที่ที่ถูกตัดถุงน้ำดี

·      ผู้ป่วยเบาหวานแต่ละรายมีความสามารถในการใช้น้ำตาลในระดับที่แตกต่างกัน ดังนั้นผู้ที่เป็นเบาหวานแต่ละราย  ควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสมกับตนเอง      ไม่ดื่มในปริมาณที่สูงเกินไปจนทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ  โดยการตรวจสอบระดับน้ำตาลในเลือดให้สม่ำเสมออนึ่งมีงานวิจัยในสัตว์ทดลอง พบว่าคอมบูชะมีผลในการลดระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยฟื้นฟูเซลล์ตับอ่อนที่ถูกทำลายในผู้ป่วยเบาหวาน ดังนั้นการดื่มคอมบูชะในปริมาณที่เหมาะสมในผู้ป่วยเบาหวาน จึงไม่น่าเกิดผลเสีย และอาจมีส่วนช่วยฟื้นฟูตับอ่อนซึ่งทำหน้าที่ผลิตอินซูลินให้กับร่างกาย

·      ผู้ป่วยโรคไตที่ยังไม่มีอาการรุนแรงสามารถดื่มคอมบูชะได้เพราะในคอมบูชะไม่มีเกลือแร่ในปริมาณสูงโดยเฉพาะโซเดียม ควรแบ่งรับประทานครั้งละเล็กน้อย เช่น 50-100 มล. วันละ 2-3 เวลา ซึ่งมีงานวิจัยในสัตว์ทดลอง พบว่าคอมบูชะมีผลในการฟื้นฟูการทำงานของไต

·      สำหรับผู้ที่มีปัญหาความดันสูงสามารถรับประทานคอมบูชะได้ตามปกติ คอมบูชะอาจมีส่วนช่วยลดความดัน มีงานวิจัยที่สนับสนุนว่าคอมบูชะช่วยลดไขมันและความดันในสัตว์ทดลอง รวมทั้งจากคำบอกเล่าของผู้ที่ดื่มคอมบูชะเป็นประจำ

 

20. ทานแล้วขับสารพิษในตับจริง ค่าตับที่ดีขึ้นคืออะไร ช่วยอธิบายอย่างละเอียด

·      หน้าที่ของตับประการหนึ่งคือการกำจัดของเสียและสารพิษออกจากร่างกาย สารพิษที่เข้าสู่ร่างกายจะเข้าสู่ตับ และถูกกำจัดออกนอกร่างกายด้วยกระบวนการที่เรียกว่า กลูคูโรนิเดชั่น (glucuronidation) โดยสารพิษจะรวมตัวกับกรดกลูคูโรนิก เกิดเป็นสารประกอบเชิงซ้อนกลูคูโรไนด์ (glucuronide complex) สารประกอบที่เกิดขึ้นมีความเป็นพิษน้อยลงหรือหมดความเป็นพิษ ซึ่งผ่านออกจากตับทางท่อน้ำดี เข้าสู่ลำไส้ใหญ่และกำจัดทิ้งทางอุจจาระ ดังนั้นการที่ร่างกายได้รับอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีกรดกลูคูโรนิกจึงช่วยส่งเสริมการทำงานของตับในการกำจัดสารก่อมะเร็งและสารพิษต่างๆออกจากร่างกาย

·      ค่าที่สามารถใช้บ่งชี้การทำงานของตับ คือ ค่าเอ็นไซม์ AST (Aspartate transaminase) และ ALT (Alanine transaminase)ซึ่งคณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช กำหนดค่าAST อยู่ระหว่าง 0-40 U/L และ ALTอยู่ระหว่าง0-41U/Lหากค่าที่ตรวจวัดสูงเกินค่ามาตรฐาน ก็เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเนื้อเยื่อตับได้รับความเสียหาย ซึ่งอาจเกิดจาการรับสารพิษจากมลภาวะ ยา หรือไวรัสตับอักเสบ สารพิษเหล่านี้ถ้าร่างกายได้รับเป็นประจำหรือได้รับในปริมาณสูงจนเกินขีดความสามารถที่ตับจะกำจัดทิ้งได้หมด ก็จะทำให้เนื่อเยื้อตับเกิดความเสียหาย กรดกลูคูโรนิกซึ่งมีในคอมบูชะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดสารพิษของตับ จึงช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดกับเนื้อเยื้อตับ นอกจากนี้สารต้านอนุมูลอิสระที่มีในคอมบูชะ ยังช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่เกิดจากสารพิษเหล่านี้ จึงช่วยป้องกันและฟื้นฟูตับให้เป็นปกติ (ในกรณีที่ตับยังไม่ได้รับความเสียหายมาก) บางคนที่มีค่าตับทั้งสองค่าสูงเกินค่ามาตรฐาน หลังจากดื่มคอมบูชะเป็นเวลาหลายเดือน สามารถช่วยลดค่าตับลงได้
Powered by MakeWebEasy.com