Healthy Tips

คำถามทั่วไป

✳16 คำถามเกี่ยวกับคอมบูชะ (Kombucha)✳


1) Kombucha คืออะไร
คอมบูชะเป็นเครื่องดื่มที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนมานานกว่า 2,000 ปี ผลิตจากกระบวนการหมัก เป็นน้ำชาที่เติมน้ำตาลโดยใช้จุลินทรีย์ที่ดีทําให้เกิดสารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพหลายชนิด เช่น กรดอะซีติก กรดแลกติก กรดกลูโคนิก กรดกลูคูโรนิก และสารดีเอสแอล กรดเหล่านี้ทําให้คอมบูชะเป็นเครื่องดื่มที่มีรสเปรี้ยวอมหวาน คอมบูชะยังมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูงซึ่งช่วยทําลายพิษของอนุมูลอิสระที่ร่างกายได้รับเป็นประจําทุก ๆ วัน นอกจากนี้ข้อมูลงานวิจัยยังบ่งชี้ว่ามีการตรวจพบสารต้านจุลชีพและสารต้านเซลล์มะเร็งบางชนิดในคอมบูฉะ

2) คนเป็นเบาหวานทานได้ไหม
ผู้ป่วยเบาหวานแต่ละรายมีความสามารถในการใช้น้ำตาลในระดับที่แตกต่างกันดังนั้นผู้ที่เป็นเบาหวานแต่ละราย ควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสมกับตนเอง ไม่ดื่มในปริมาณที่สูงเกินไป โดยแนะนําให้ดื่มเพียง 100 ml เท่านั้น มีงานวิจัยพบว่าคอมบูชะมีผลในการลดระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยฟื้นฟูเซลล์ตับอ่อนที่ถูกทําลายในผู้ป่วยเบาหวาน ดังนั้นการดื่มคอมบูชะในปริมาณที่เหมาะสมในผู้ป่วยเบาหวาน จึงไม่น่าเกิดผลเสีย และอาจมีส่วนช่วยฟื้นฟูตับอ่อนซึ่งทําหน้าที่ผลิตอินซูลินให้กับร่างกาย

3) เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เหมือนไวน์หรือเปล่า
คอมบูชะเป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ รสชาติของคอมบูชะอาจมีส่วนคล้ายไวน์ เนื่องจากในกระบวนการหมักอาจเกิดสารบางชนิดที่ให้รสชาติคล้ายไวน์ สารเหล่านี้ไม่ใช่แอลกอฮอล์

4) ทานแล้วช่วยอะไร เห็นผลไหม ต้องทานนานแค่ไหน
คอมบูชะเป็นเครื่องดื่มที่มีกรดอินทรีย์ ไวตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นประโยชน์หลายชนิดจึงเป็นเครื่องดื่มที่ให้ความสดชื่นและช่วยฟื้นฟูร่างกาย แพทย์ทางเลือกทั้งในประเทศจีนและยุโรปตะวันออกใช้ฟื้นฟูสภาพร่างกายของผู้ป่วยจากโรคต่าง ๆ ปัจจุบันมีงานวิจัยและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มากมายที่บ่งชี้คุณประโยชน์ของคอมบูชะต่อสุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับคำบอกเล่าของผู้ที่ดื่มคอมบูชะเป็นประจำ เช่นช่วยการทำงานของตับ และขับสารพิษ ช่วยระบบขับถ่าย บรรเทาอาการอ่อนเพลีย ช่วยการนอนหลับ ลดคลอเลสเตอรอล ลดความดันโลหิต ลดการอักเสบ ลดไข้ บรรเทาไมเกรน เป็นต้น

5) กรดอินทรีย์ที่พบในคอมบูชะมีอะไรบ้างและมีประโยชน์อย่างไร
    1.กรดอะซีติก (acetic acid) ยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียก่อโรคบางชนิด
    2.กรดแลคติก (lactic acid) ช่วยในการย่อยอาหาร
    3.กรดมาลิก (malic acid) ช่วยในกระบวนการล้างพิษ
    4.กรดออกซาลิก (oxalic acid) ส่งเสริมการผลิตพลังงานของเซลล์และถนอมอาหาร
    5.กรดกลูโคนิก (gluconic acid) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
    6.กรดบิวทิริก (butyric acid) ลดอาการอักเสบ
    7.กรดนิวคลีอิก (nucleic acid) ซ่อมแซมฟื้นฟูเซลล์
    8.กรดอะมิโน (amino acid) ซ่อมแซมเนื้อเยื่อและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
    9.กรดโฟลิก (folic acid) สร้างเม็ดเลือดแดง
    10.กรดกลูคูโรนิก (glucuronic acid) ล้างพิษตับ

6) ในคอมบูชะเป็นเชื้อชนิดไหน
เชื้อที่ใช้ในการผลิตคอมบูชะเป็นจุลชีพกลุ่มที่ดีที่เป็นโปรไปโอติกส์ ประกอบด้วยจุลชีพหลายชนิดอยู่ร่วมกัน ซึ่งประกอบด้วย 2 กลุ่ม คือ กลุ่มยีสต์ และแบคทีเรียอะซิติก การทำงานร่วมกันของจุลชีพทั้งสองกลุ่มทำให้ได้น้ำคอมบูชะที่มีรสเปรี้ยวอมหวานเล็กน้อย นอกจากนี้ยังอาจพบแบคทีเรียแลกติกในกระบวนการหมัก

7) คนเป็นโรค เช่น ตัดถุงน้ำดี เบาหวาน ไต ความดัน เป็นต้น สามารถดื่มได้ไหม
ถุงน้ำดีทําหน้าที่เก็บน้ำดีที่ผลิตจากตับ ซึ่งน้ำดีทำหน้าที่ย่อยไขมัน คนที่ถูกตัดถุงน้ำดีอาจมีปัญหาในการย่อยอาหารที่มีไขมัน ในคอมบูชะไม่มีสารอาหารประเภทไขมัน จึงไม่น่าจะสร้างปัญหาสุขภาพในผู้ที่ถูกตัดถุงน้ำดี
ผู้ป่วยเบาหวานแต่ละรายมีความสามารถในการใช้น้ำตาลในระดับที่แตกต่างกันดังนั้นผู้ที่เป็นเบาหวานแต่ละราย ควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสมกับตนเอง ไม่ดื่มในปริมาณที่สูงเกินไป โดยแนะนำให้ดื่มเพียง 100ml เท่านั้น มีงานวิจัยพบว่าคอมบูชะมีผลในการลดระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยฟื้นฟูเซลล์ตับอ่อนที่ถูกทำลายในผู้ป่วยเบาหวาน ดังนั้นการดื่มคอมบูฉะในปริมาณที่เหมาะสมในผู้ป่วยเบาหวาน จึงไม่น่าเกิดผลเสีย และอาจมีส่วนช่วยฟื้นฟูตับอ่อนซึ่งทำหน้าที่ผลิตอินซูลินให้กับร่างกาย
ผู้ป่วยโรคไตที่ยังไม่มีอาการรุนแรงสามารถดื่มคอมบูชะได้เพราะในคอมบูชะไม่มีเกลือแร่ในปริมาณสูงโดยเฉพาะโซเดียม ควรแบ่ง รับประทานครั้งละเล็กน้อย เช่น 50-100 มล. วันละ 2-3 เวลา

8) มีคาเฟอีนหรือเปล่า
น้ำชาซึ่งใช้ในการหมักคอมบูชะมีคาเฟอีนประมาณ 12.4 - 41.6 มิลลิกรัม ต่อ 100 มิลลิลิตร ซึ่งต่ำกว่าในกาแฟซึ่งมี คาเฟอีนประมาณ 38.6 - 65.2 มิลลิกรัม ต่อ 100 มิลลิลิตร

9) ต้องดื่มตอนไหนบ้าง ท้องว่างดื่มได้ไหม ก่อนนอนดื่มได้ไหม
ดื่มได้ทุกเวลา ก่อนนอนดื่มได้ แต่บางคนอาจทำให้นอนหลับช้าเพราะเนื่องจากจะทำให้ร่างกายสดชื่นกระปี้กระเป่า ตอนท้องว่างก็สามารถดื่มได้ หากดื่มในช่วงเวลาท้องว่างอาจจะทำรู้สึกหิวได้ เพราะกรดอินทรีย์ในชาจะไปเรียกน้ำย่อย ควรดื่มก่อนหรือหลังอาหารประมาณครึ่งชั่วโมง โดยแบ่งดื่มประมาณวันละ 100 - 250 ml. ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือหลังอาหารเช้า เนื่องจากจะเป็นการช่วยย่อยอาหารที่เรากินเข้าไป ทำให้ท้องไม่อืด และระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น หรือดื่มเมื่อรู้สึกมีอาการอ่อนเพลีย

10) เด็กดื่มได้ไหม ทุกเพศทุกวัยหรือเปล่า
คอมบูชะเป็นเครื่องดื่มทีไม่มีแอลกอฮอล์ แต่มีกรดอินทรีย์ ไวตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นประโยชน์หลายชนิดจึงเป็นเครื่องดื่มที่ให้ความสดชื่นและช่วยฟื้นฟูร่างกาย นอกจากนี้กรดกลูคูโรนิกที่มีในคอมบูชะยังช่วยส่งเสริมการทำงานของตับในการกำจัดสารพิษต่าง ๆ ออกจากร่างกาย ดังนั้นคอมบูชะจึงเป็นประโยชน์กับทุกเพศทุกวัย ทุกคนสามารถดื่มได้อย่างปลอดภัย สําหรับน้ำชาที่ใช้ในการผลิตคอมบูชะมีคาเฟอีนประมาณ 12.4 - 41.6 มิลลิกรัม ต่อ 100 มิลลิลิตร ซึ่งต่ำกว่าในกาแฟ ซึ่งมีคาเฟอีนประมาณ 38.6 – 65.2 มิลลิกรัม ต่อ 100 มิลลิลิตร ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่บ่งชี้ถึงอันตรายของคาเฟอีนในปริมาณที่เหมาะสมต่อสุขภาพ ดังนั้นการดื่มคอมบูชะในปริมาณที่แนะนำคือครั้งละ 100 มล. วันละ 3 เวลา ก็จะได้รับคาเฟอีนรวมแล้วไมถึง 200 มิลลิกรัม ซึ่งน้อยกว่าที่ได้รับจากการดื่มกาแฟ 2 แก้ว

11) ทานแล้วขับสารพิษในตับจริง ค่าตับที่ดีขึ้นคืออะไร ช่วยอธิบายอย่างละเอียด
หน้าที่ของตับประการหนึ่งคือการกำจัดของเสียและสารพิษออกจากร่างกาย สารพิษที่เข้าสู่ร่างกายจะเข้าสู่ตับและถูกกำจัดออกนอกร่างกายด้วยกระบวนการที่เรียกว่ากลูคูโรนิเดชั่น (glucuronidation) โดยสารพิษจะรวมตัวกับกรดกลูคูโรนิก เกิดเป็นสารประกอบเชิงซ้อน กลูคูโรไนด์ (glucuronide complex) สารประกอบที่เกิดขึ้นมีความเป็นพิษน้อยลงหรือหมดความเป็นพิษ ซึ่งผ่านออกจากตับทางท่อน้ำดีเข้าสู่ลำไส้ใหญ่และกำจัดทิ้งทางอุจจาระ ดังนั้นการที่ร่างกายได้รับอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีกรดกลูคูโรนิกจึงช่วยส่งเสริมการทํางานของตับในการกำจัดสารก่อมะเร็งและสารพิษต่าง ๆ ออกจากร่างกาย ค่าที่สามารถใช้บ่งชี้การทํางานของตับคือ ค่าเอ็นไซม์ AST (Aspartate transaminase) และ ALT (Alanine transaminase) ซึ่งคณะแพทย์ ศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช กำหนดค่า AST อยู่ระหว่าง 0-40 U/L และ ALTอยู่ระหว่าง 0-41U/L หากค่าทีตรวจวัดสูงเกินค่ามาตรฐานก็เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเนื้อเยื่อตับได้รับความเสียหาย ซึ่งอาจเกิดจากการรับสารพิษจากมลภาวะ ยา หรือไวรัสตับอักเสบ สารพิษเหล่านี้ถ้าร่างกายได้รับเป็นประจำหรือได้รับในปริมาณสูงจนเกินขีดความสามารถที่ตับจะกำจัดทิ้งได้หมด ก็จะทำให้เนื้อเยื่อตับเกิดความเสียหาย กรดกลูคูโรนิกซึ่งมีในคอมบูฉะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกาจัดสารพิษของตับ จึงช่วยป้องกันความเสียหายทีอาจเกิดกับเนื้อเยื่อตับ นอกจากนี้สารต้านอนุมูลอิสระที่มีในคอมบูชะยังช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่เกิดจากสารพิษเหล่านี้ จึงช่วยป้องกันและฟื้นฟูตับให้เป็นปกติ (ในกรณีทีตับยังไม่ได้รับความ เสียหายมาก) บางคนที่มีค่าตับทั้งสองค่าสูงเกินค่ามาตรฐาน หลังจากดื่มคอมบูฉะเป็นเวลาหลายเดือน สามารถช่วยลดค่าตับลงได้

12) คอมบูชะสามารถเป็นเครื่องดื่มสําหรับผู้ป่วยในระยะพักฟื้นได้หรือไม่
การเจ็บป่วยจากโรคต่าง ๆ และยาที่ใช้ในการรักษาทำให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นในร่างกายมากมาย ซึ่งอนุมูลอิสระเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำอันตรายกับเซลล์เนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย เครื่องดื่มคอมบูชะมีสารต้านอนุมูลอิสระจึงช่วยทำลายอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นเหล่านี้ในร่างกายของผู้ป่วยจึงมีผลช่วยฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วยให้หายดีขึ้น ในคอมบูชะยังมีกรดกลูคูโรนิค (glucuronic acid) ซึ่งช่วยในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกายได้ด้วย

13) คนท้องทานได้ไหม
คอมบูชะเป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอลล์ แต่มีกรดอินทรีย์ ไวตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นประโยชน์หลายชนิด จึงเป็นเครื่องดื่มที่ให้ความสดชื่นและช่วยฟื้นฟูร่างกาย นอกจากนี้กรดกลูคูโรนิกที่มีในคอมบูฉะยังช่วยส่งเสริมการทํางานของตับในการกำจัดสารพิษต่าง ๆ ออกจากร่างกาย ดังนั้นคอมบูชะจึงเป็นประโยชน์กับหญิงตั้งครรภ์ หญิงตั้งครรภ์จึงสามารถดื่มได้ตามปกติ สำหรับน้ำชาซึ่งในการผลิตคอมบูชะมีคาเฟอีนประมาณ 12.4 - 41.6 มิลลิกรัมต่อ100 มิลลิลิตร ซึ่งต่ำกว่าในกาแฟซึ่งมีคาเฟอีนประมาณ 38.6 – 65.2 มิลลิกรัมต่อ100 มิลลิลิตร ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ทีบ่งชี้ถึงอันตรายของคาเฟอีนต่อหญิงตั้งครรภ์หรือทารกในครรภ์ อย่างไรก็ตามในวงการแพทย์แนะนําว่าหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน ดั้งนั้นการดื่มคอมบูชะในปริมาณที่แนะนำคือครั้งละ 100 มล. วันละ 3 เวลาก็จะได้รับคาเฟอีนรวมแล้วไม่เกินทีแพทย์แนะนำ

14) แม่ลูกอ่อนที่ต้องให้นมลูกสามารถดื่มได้ไหม
ไม่ควรดื่ม

15) มีส่วนช่วยเรื่องผิวพรรณไหม
คอมบูชะมีสรรพคุณช่วยขับสารพิษและต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นเมื่อดื่มอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวันจึงมีส่วนช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งขึ้นได้

16) ทําไมคอมบูชะราคาสูงกว่าชาน้ำทั่วไปในประเทศไทย แต่ราคาถูกกว่าในต่างประเทศ
เพราะว่าไม่ใช่ชาธรรมดา แต่เป็นชาที่ผ่านกระบวนการหมัก (Fermentation) ด้วยวิธีเฉพาะ เริ่มตั้งแต่วัตถุดิบชา คัดสรรเอาเฉพาะชาคุณภาพที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง รสชาติดี สายพันธุ์ที่ใช้ผ่านกรรมวิธีการทําชาแห้งอย่างพิถีพิถัน ในขบวนการFermentation มีการคัดเลือกเชื้อกลุ่มโปรไบโอติกส์ ในสัดส่วนที่เหมาะสม มีกรรมวิธีการผลิตที่สะอาดปลอดภัยด้วยความเชี่ยวชาญจากภูมิปัญญาที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ ในเรื่องการเบลนผสมผสานชาแต่ละช่วงเวลาและผสมผสานคละเคล้าหลากหลายสายพันธุ์เพื่อให้ได้คุณภาพที่ดีและสม่ำเสมอและด้วยเทคนิคพิเศษนี้ทําให้มีสารต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นระหว่างกระบวนการ Fermentation และยังเกิดกรดอินทรีย์ธรรมชาติและสารสําคัญอื่น ๆ อีกมากมาย กลุ่มเชื้อโปรไบโอติกส์ทีใช้ในกระบวนการ Fermentation ประกอบด้วยกลุ่มยีสต์ทีใช้ในอุตสาหกรรมไวน์กลุ่มแบคทีเรียแลกติกที่พบในน้ำหมักผลไม้ต่าง ๆ และกลุ่มแบคทีเรียอะซิติกทีใช้ในการทําวินีกา เช่น แอปเปิลไซเดอร์ และน้ำส้มสายชูจากข้าวเป็นต้น ดังนั้นการดื่มคอมบูฉะ จึงเหมือนกับการได้รับสารต่าง ๆ ที่มีทั้งในไวน์ น้ำหมัก และน้ำส้มสายชูหมักธรรมชาติ แต่ไม่มีแอลกอฮอล์ คอมบูฉะเปรียบเสมือนเครื่องดื่มทีเป็นทังศาสตร์และศิลป์ ดังที่ท่านจะเห็นว่าไวน์ขวดละ 100 ก็มี ขวดละแสนก็มี ชากิโลกรัมละ 100 ก็มี กิโลกรัมละหมื่น แสน ล้าน ก็มี สิ่งเหล่านี้เป็นคำอธิบายที่ โยงความเป็นวิทยาศาสตร์และศิลปะให้เข้าใจพอสังเขป แต่หากจะเปรียบราคาคอมบูฉะ ในประเทศไทยกับต่างประเทศแล้ว นับว่าราคาในบ้านเรายังถูกกว่าต่างประเทศมาก แต่หากจะเปรียบราคาคอมบูฉะกับน้ำหมักสมุนไพร ราคาคอมบูชะก็ไม่ได้แพงกว่า หากเปรียบกับวินีก้าพร้อมดื่ม ราคาคอมบูฉะก็ไม่นับว่าแพงกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอยู่ที่คุณภาพและความพอใจ เราพยายามอย่างยิ่งทีจะนำเสนอราคาที่ผู้บริโภคพอใจ มั่นใจได้ว่าคุณภาพคับขวด ผู้บริโภคปัจจุบันฉลาดในการเลือกซื้อ เราเคารพในความช่างเลือก เราจึงนำเสนอราคาที่คุ้มกับการจับจ่ายเงินของผู้บริโภค เรามีความสามารถในการควบคุมต้นทุนการผลิต ตั้งแต่การใช้วัตถุภายในประเทศ การมีไร่ชาเป็นของตนเอง การมีภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษ การได้รับการส่งเสริมงานวิจัยจากภาครัฐและการได้รับการร่วมมือจากมหาวิทยาลัยหลากหลายสถาบันและหลากหลายคณะและภาควิชา ไม่วาจะเป็นเภสัชศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ อุตสาหกรรมอาหารเป็นต้น
#kombucha #คอมบูฉะ #คอมบูชะ #ชาหมัก #บำรุงตับ #บำรุงร่างกาย

***ดูแลสุขภาพของคุณ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/madikombucha/videos/1420582031333259/

กรดอะมิโน (Amino acid) คือ หน่วยเล็ก ๆ ของโปรตีนที่ถูกย่อยให้มีขนาดเล็กที่สุด ก่อนที่จะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดแล้ว เพื่อให้ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้งาน สร้างเนื้อเยื่อ ฮอร์โมน หรือเอนไซม์ แต่ถ้าร่างกายได้รับกรดอะมิโนมากเกินไป ก็จะขับออกมาทางเหงื่อหรือปัสสาวะจนหมด เมื่อเรารับประทานโปรตีนเข้าไป ร่างกายก็จะย่อยโปรตีนเหล่านั้นให้เป็นกรดอะมิโน นำไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ดังนี้
•    สังเคราะห์โปรตีนต่างๆ ขึ้นใหม่ตามที่ร่างกายต้องการ เพื่อการเจริญเติบโตหรือชดเชยส่วนที่ใช้ไป
•    ใช้สร้างกลูโคส
•    ให้ไนโตรเจนในรูปของหมู่ เอมีน เพื่อนำไปสังเคราะห์กรดอะมิโนที่ไม่จำเป็น
•    ให้พลังงานแก่ร่างกายในยามที่ร่างกายขาดแคลนคาร์โบไฮเดรตหรือไขมัน โดยที่โปรตีน 1 กรัม จะให้พลังงาน 4 กิโลแคลลอรี่
•    ช่วยเพิ่มการสะสมไกลโคเจนและไขมัน

กรดอะมิโนจะแบ่งออกเป็นกรดอะมิโนจำเป็นและกรดอะมิโนไม่จำเป็น มีกรดอะมิโนเพียง 8 ชนิดเท่านั้นที่ถือว่าเป็นกรดอะมิโนจำเป็น เพราะร่างกายจะไม่สามารถขึ้นเองได้ ต้องได้รับจากการรับประทานอาหารต่าง ๆ รวมไปถึงอาหารเสริม ส่วนกรดอะมิโนไม่จำเป็นนั้นร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้

กรดอะมิโนจำเป็น

1) ทริปโตเฟน (Tryptophan) ลดความเครียด บรรเทาอาการไมเกรน ช่วยส่งเสริมการนอนหลับอย่างเป็นธรรมชาติ
2) ทรีโอนีน (Threonine) ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ช่วยเผาผลาญไขมัน และมีส่วนสำคัญในการสร้างกรดอะมิโนอย่างไกลซีนและเซรีน
3) ฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine) เพิ่มความตื่นตัว เสริมความจำ บรรเทาอาการซึมเศร้า ลดความอยากอาหาร และช่วยเพิ่มความสนใจในเรื่องเพศ
4) เมไธโอนีน (Methionine) เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระอันทรงพลัง และช่วยในการย่อยสลายไขมัน
5) ลิวซีน (Leucine) ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง เพิ่มพลังให้กล้ามเนื้อ และช่วยให้เซลล์ประสาทแข็งแรงขึ้น
6) ไลซีน (Lysine) ช่วยเสริมสมาธิ ช่วยป้องกันโรคเริมและโรคกระดูกพรุน บรรเทาปัญหาด้านการสืบพันธุ์
7) วาลีน (Valine) ช่วยกระตุ้นสมรรถนะของสมองและช่วยการประสานกันของกล้ามเนื้อ
8) ไอโซลิวซีน (Isoleucine) ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและเสริมสร้างการทำงานของระบบประสาท ช่วยพัฒนาการเรียนรู้

หมายเหตุ สำหรับผลิตภัณฑ์ของเรา SAIKA Organic Rice Vinegar ผ่านการทดสอบจาก Central Lab แล้วว่ามีกรดอะมิโนจำเป็นครบทั้ง 8 ชนิด!!! 


 


วันหยุด.....แต่ทุกข์ไม่ยอมหยุด…

5 วิธีรับมือกับความทุกข์ อย่างมีชั้นเชิง...

คุณเคยรู้สึกไหมว่า แม้กระทั่งในเวลาที่ทุกอย่างลงตัวดี ชีวิตไม่มีปัญหาอะไร...

แต่ลึกๆ แล้วคุณก็ยังรู้สึกเหมือนกำลังไขว่คว้าหาอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา...

และไม่ค่อยรู้สึกพอใจกับสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบันสักเท่าไร...

ลองอ่านบทความนี้เพื่อหา วิธีรับมือกับความทุกข์ อย่างมีชั้นเชิง

Status Anxiety ความทุกข์ของคนยุคใหม่....

อเลน เดอ บอตตอน (Alain de Botton) นักปรัชญาชาวอังกฤษ ผู้ก่อตั้งสถาบัน The School of Life ในลอนดอน กล่าวว่าเราทุกคนในสังคมยุคใหม่ล้วนมีอาการทางจิตที่เรียกว่า “Status Anxiety” กันอยู่ไม่มากก็น้อย

Status Anxiety คือความกังวลทุกข์ร้อนใจที่เกิดจากความไม่พอใจในสถานภาพที่เป็นอยู่ของตนเอง ทำให้คนเรากระหายความสุขและความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม และพยายามไขว่คว้าหาสิ่งที่เหนือกว่าสิ่งที่มีอยู่ตลอดเวลา....

โดยไม่รู้จักพอและอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นจนเป็นนิสัย

...เซรุ่มต้าน Status Anxiety...

Step 1 หาความสุขให้ถูกวิธี....

เลิกพึ่งพาความสุขทางวัตถุ แล้วหันมาหาวิธีสร้างสุขแบบอื่นที่ให้ความอิ่มเอมใจและมีพลังในการต่อสู้กับความทุกข์มากกว่า...

เพื่อไม่ให้เราเสียเวลาทั้งชีวิตไปกับการหมกมุ่นอยู่กับการตามสนองความต้องการของตัวเองไปเรื่อยๆ เพื่อกำจัดความทุกข์ใหม่ๆ ที่เข้าคิวกันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา...

ลองปิดทีวีแล้วหันไป ใช้เวลาอย่างมีคุณภาพกับคนที่เรารัก ลองชวนกันไปออกกำลังกายทุกเย็น แทนที่จะชวนกันไปดื่มเหล้าหรือเที่ยวกลางคืน ฝึกอยู่เงียบๆ เพื่อฟังเสียงหัวใจตัวเองบ้าง ว่าที่จริงแล้วอะไรคือความสุขที่แท้จริงสำหรับคุณ

เลิกพฤติกรรม “ช็อปปิ้งสร้างสุข” หมั่นเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า ในความเป็นจริงแล้ว....

ความสุขที่เกิดขึ้นจากการได้สิ่งต่างๆ มาครอบครองนั้นจะจางหายไปอย่างรวดเร็วภายหลังจากการได้ครอบครองสิ่งที่เราต้องการเพียงไม่นาน

Step 2 ใช้ชีวิตตามทางสายกลาง...

อย่าใช้ชีวิตแบบ
• work hard,
• play hard
ด้วยการปล่อยให้ตัวเองหมกมุ่นอยู่กับการวิ่งไล่ตามความสำเร็จอย่างไม่คิดชีวิต...

แล้วค่อยชดเชยด้วยการปรนเปรอความสุขให้ตัวเองแบบไม่ยั้ง....

เพราะการใช้ชีวิตแบบนี้มีแต่จะทำให้ร่างกายและจิตใจของเราเหนื่อยล้า ขาดความสมดุล และเรียกร้องสิ่งชดเชยมากขึ้นทุกครั้ง

ซึ่งเป็นสาเหตุที่จะนำไปสู่วงจร
• work harder,
• play harder
....อย่างไม่รู้จักจบสิ้น...

Step 3 อยู่อย่างพอเพียง...

ถามตัวเองทุกครั้งเมื่อคิดอยากบริโภคสิ่งที่เกินพอดีว่า...
• การได้กินอาหารที่แปลกใหม่
• พักผ่อนในสถานที่หรูหรา หรือ
• ใช้สินค้าแบรนด์เนม ฯลฯ นั้น

ทำให้เรากลายเป็นคนที่..
• ดีกว่า
• งดงามกว่า
• แข็งแรงกว่า
• หรือมีความสุขกว่า

จริงหรือ??

Step 4 มองให้เห็นสัจธรรมในปัญหา....

เตือนตัวเองเสมอว่า ความทุกข์เป็นธรรมชาติของชีวิต และสภาวะต่างๆ ที่ทำให้เกิดทุกข์นั้นก็เป็นธรรมชาติของโลก อยู่กับความเปลี่ยนแปลงและความทุกข์ที่เกิดขึ้นให้ได้ ด้วยการมองว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นล้วน “เป็นเช่นนั้นเอง”

และหมั่นเจริญมรณานุสติ คือการระลึกถึงความตายอยู่เนืองๆ เพื่อเป็นการเตือนตัวเองว่า....

ไม่ว่าเราจะเป็นใครมาจากไหน มีความสำคัญมากมายเพียงใด....

ท้ายที่สุดแล้วเราย่อมกลายสภาพเป็นเพียงเถ้าธุลีไม่ต่างกัน

Step 5 พัฒนาตัวเองอย่างมีคุณภาพ...

ยกระดับชีวิตด้วยการ พัฒนาทักษะด้านต่างๆ ของตนเองแทนที่จะลงทุนแต่กับเรื่องทางวัตถุ อุทิศเวลาสักหนึ่งชั่วโมงหลังตื่นนอน ซึ่งเป็นเวลาที่สมองสดชื่นที่สุดให้กับการ พัฒนาตัวเองอย่างมีคุณภาพ...

ด้วยการนั่งสมาธิ อ่านหนังสือที่ให้สารประโยชน์ และยกระดับจิตใจ หรือฟังเทปคำสอนต่างๆ

เพื่อ....
• สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความเชื่อมั่น
• เลือกคบกัลยาณมิตร เพื่อสร้างแรงบันดาลใจที่ดีแก่ตนเอง

ขอเพียงแค่คุณหมั่นฉีดเซรุ่มเหล่านี้ให้ชีวิตอย่างสม่ำเสมอคุณก็จะสามารถรับมือกับเชื้อร้ายอย่าง "Status Anxiety"
ได้อยู่หมัดแล้วครับ

“น้ำข้าวกล้องหมัก” ยาน้ำพื้นบ้านโบราณ สู่อาหารเพื่อสุขภาพยุคปัจจุบัน


น้ำส้มสายชูสีใสๆ ที่เห็นทั่วไป เกิดจากการนำกรดน้ำส้ม (Acetic Acid)  ที่สังเคราะห์ทางเคมีขึ้นมาผสมกับน้ำจนได้ปริมาณกรด 4-7% เรียกว่า “น้ำส้มสายชูเทียม” ให้รสเปรี้ยว มีแต่กรดสังเคราะห์ ส่วนน้ำส้มสายชูกลั่น ก็ได้มาจากการหมักแอลกอฮอล์สังเคราะห์ จนได้น้ำส้มสายชูมากลั่นจนใส มีกรดอะซิติคไม่ต่ำกว่า 4% เช่นกัน

 

แต่ “น้ำข้าวกล้องหมัก”นั้น เป็นภูมิปัญญาไทยโบราณ มากว่า 1,000 ปี เกิดจากการนำข้าวไทยที่มีกลิ่น สี รสและคุณค่าที่หลากหลาย มาแปรสภาพข้าวโดยกระบวนการหมักด้วยจุลินทรีย์ธรรมชาติ (Acetic acid bacteria: AAB) ที่มีประโยชน์ หลักการคร่าวๆคือ เมื่อนำข้าวมาบดและแช่น้ำจนกลายเป็นผงและบานอวบน้ำ จนจุลินทรีย์สามารถแทรกซึมได้ เชื้อราจะสร้างสายใยพันรอบๆแป้งและผลิตเอ็นไซม์เพื่อย่อยแป้งเป็นน้ำตาล จากนั้นเมื่อสกัดเอาเชื้อราที่ทราบสายพันธุ์และพฤติกรรมแน่นอน มาจัดการดูแลเชื้อ เข้าสู่เทคโนโลยีให้เชื้อราอยู่ในสภาพสมบูรณ์และสามารถมีคุณสมบัติที่แน่นอน กลายเป็นกรดอินทรีย์ในน้ำข้าวกล้องหมักต่อไป

 

เมื่อข้าวสุกสลายเป็นน้ำตาลหมดโดยเชื้อราที่คัดสรรนี้ และหมักต่อจนถึงภาวะเสถียรสุดท้ายของการเปลี่ยนแปลงย่อยสลายตามธรรมชาติ จะประกอบไปด้วยอนุภาคมหัศจรรย์ต่างๆ เช่นสารต้านอนุมูลอิสระปริมาณมหาศาล มีวิตามิน เกลือแร่ โพลีฟีนอล  กรดอะมิโน และกรดอินทรีย์จำเป็นอื่น ๆ เช่น ซิตริก มาลิก ฯลฯ  ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายเกินกว่าที่จะเก็บไว้ใช้ในครัวเพียงอย่างเดียว ทราบหรือไม่ว่าน้ำข้าวกล้องหมักมีประโยชน์หรือคุณสมบัติเฉพาะที่น่าสนใจอย่างไรบ้าง

 

  • น้ำข้าวกล้องหมักช่วยรักษาสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ในลำไส้มีจุลินทรีย์ประจำถิ่นอาศัยอยู่ ช่วยในการย่อย ดูดซึมสารอาหาร และการขับถ่าย   น้ำข้าวกล้องหมักช่วยส่งเสริมการเจริญของจุลินทรีย์เหล่านี้ อันจะส่งผลทางอ้อมในการลดจำนวนจุลินทรีย์ที่มีโทษหรือก่อโรค จึงช่วยป้องกันโรคในระบบทางเดินอาหาร  ทั้งนี้ยังสามารถช่วยในการฟื้นฟูและรักษาสภาวะการอักเสบของลำไส้ได้อีกด้วย

 

  • น้ำข้าวกล้องหมักช่วยควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด โดยช่วยลดผลของปริมาณคาร์โบไฮเดรตในอาหารต่อการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด (Glycemic index: GI หรือ ค่าดัชนีน้ำตาล) ส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ มีผลทางตรงต่อการรักษาอาการโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และน้ำข้าวกล้องหมักยังช่วยเพิ่มความไวในการตอบสนองอินซูลินต่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงของคนที่เป็นโรคเบาหวาน  อีกทั้งยังส่งผลดีต่อการลดระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด  ความดันโลหิตสูง ภาวะการเกิดโรคหัวใจ และโรคสมองเสื่อม  นอกจากนี้การรับประทานน้ำข้าวกล้องหมักช่วยให้เกิดภาวะอิ่มนาน ไม่หิวง่าย สามารถควบคุมน้ำหนักและลดความอ้วนทางอ้อมได้อีกด้วย

 

  • น้ำข้าวกล้องหมักช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง   มีรายงานวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับคุณสมบัติของน้ำข้าวกล้องหมักในการยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งได้บางส่วน จึงช่วยลดภาวะเสี่ยงของการเป็นมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว  มะเร็งระบบทางเดินอาหาร  มะเร็งตับ เป็นต้น

 

  • น้ำข้าวกล้องหมักช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย  ทุกวันนี้ คนทำงานไม่แน่ใจว่าร่างกายได้รับสารอาหารเพียงพอหรือไม่ พักผ่อนเพียงพอหรือไม่ การบริโภคกรดอินทรีย์เสถียรในรูปของน้ำข้าวกล้องหมักจึงเป็นเหมือนการดูแลร่างกายให้ได้สารสำคัญในการกระตุ้นเสถียรภาพของร่างกาย กระตุ้นการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ ให้สามารถสังเคราะห์สารต่างๆ ได้เอง ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เช่น ป้องกันการเกิดภูมิแพ้ได้ง่าย และป้องกันการติดเชื้อจากสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

 

ด้านอื่น ๆ: 

  • เพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้  โดยส่งเสริมการละลายแคลเซียมได้ดีขึ้น ส่งผลให้เกิดการป้องกันและลดภาวะการเกิดโรคกระดูกพรุน

 

  • ชะลอการเสื่อมวัย เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระปริมาณมาก โดยเฉพาะสารในกลุ่มโพลีฟีนอล เช่น tyrosol, flavonoids, ferulic acid, ferulic acid, p-coumaric and diferulate และสารประกอบฟีโนลิค อื่น ๆ

  • เพิ่มความสดชื่นให้ร่างกายได้นานยิ่งขึ้น เนื่องจากมีวิตามิน เกลือแร่ และเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมน้ำตาลไปใช้ อีกทั้งช่วยฟื้นฟูร่างกายจากอาการเหนื่อยล้า ซึ่งเป็นผลมาจากน้ำส้มสายชูหมักส่งเสริมให้มีปริมาณไกลโคเจนในตับและกล้ามเนื้อลายเพิ่มมากขึ้น    

 

น้ำข้าวกล้องหมักมีคุณประโยชน์หลากหลายด้านที่มีผลต่อการส่งเสริมสุขภาพของผู้บริโภค จึงเป็นเครื่องดื่มที่น่าสนใจบริโภคในชีวิตประจำวัน เพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง  มีสุขภาพที่ดี และห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่อาจเกิดได้จากมลพิษและพฤติกรรมการบริโภคที่ขาดการดูแลเอาใจใส่ที่เหมาะสม

 

น้ำข้าวกล้องหมักจึงถือได้ว่าเป็นยาพื้นบ้านโบราณที่มีมานานแล้ว แต่การบริโภคยังเป็นเรื่องใหม่ของคนไทย ในขณะที่การดื่มน้ำข้าวกล้องหมักนี้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเป็นร้อยๆปีในประเทศญี่ปุ่นและยุโรป ถือเป็นยาอายุวัฒนะโบราณ ที่ปัจจุบันได้มีการปรับสูตรให้ดื่มง่าย มีการผสมน้ำผลไม้และความหวานจากน้ำผึ้งที่ดีต่อสุขภาพ กรรมวิธีการผลิตที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย และการออกแบบที่ทันสมัย พกพาสะดวก ในตลาดเมืองไทย จึงถือเป็นการต่อยอดนวัตกรรมจากภูมิปัญญาที่น่ายกย่อง

 

เอกสารอ้างอิง

[1]  Natera, R.N., Castro, R.,Garciaa-Moreno, M. De V., Hernandez, M.J. and Garcia-Barroso, C. 2003.Chemometric studies of vinegars from different raw materials  and processes of production. Journal of Agricultural and Food Chemistry, Vol.51: 3345-3351.

[2] Cocchi, M., Durante, C., Grandi, M., Lambertini, P., Manzini, D. and Marchetti, A. 2006. Simultaneous determination of sugars and organic acids in aged vinegars and chemometric data analysis. Talanta, Vol.69: 1166- 1175.

[3]  Hashimoto, M., Obara, K., Ozono, M., Furuyashiki, M., Ikeda, T., Suda, Y., Fukase, K., Fujimoto, Y. and Shigehisa, H. 2013. Separation and characterization of the immunostimulatory components in unpolished rice black vinegar (kurozu). Journal of Bioscience and Bioengineering, Vol.116 (6): 688-696.

[4] Changa, J. and Fang, T.J. 2007. Survival of Escherichia coli O157:H7 and Salmonella enterica serovars Typhimurium in iceberg lettuce and the antimicrobial effect of rice vinegar against E. coli O157:H7. Food Microbiology, Vol.24: 745–751.

[5] Choi, J. Y., Shinde1, P. L., Kwon, I. K., Song, Y. H. and Chae, B. J. 2009. Effect of wood vinegar on the performance, nutrient digestibility and intestinal microflora in weanling pigs. The Asian-Austrial Journal of Animal Science, Vol.22(2): 267-274.

[6] Rutala, W.A., Barbee, S.L., Aguiar, N.C, Sobsey, M.D. and Weber, D.J. 2000. Antimicrobial activity of home disinfectants and natural products against potential human pathogens. The University of Chicago Press on behalf of The Society for Healthcare Epidemiology of America, Vol.21(1): 33-38.

[7] Jenkins, D.J.A., Wolever, T.M.S., Taylor, R.H., Barker, H., Fielden, H., Baldwin, J.M., Bowling, A.C., Newman, H.C., Jenkins, A.l. and Goff, D.V. 1981. Glycemic index of foods: a physiological basis for carbohydrate exchange. The American Society for clinical Nutrition, Vol.34: 362-366.

[8] Jenkins, D.J., Kendall, C.W., Augustin, L.S., Franceschi, S., Hamidi, M., Marchie, A., Jenkins, A.L. and Axelsen, M. 2002. Glycemic index: overview of implications in health and disease. The American Society for clinical Nutrition, Vol.76: 266S-273S.

[9] White, A. M. and Johnston, C.S. 2007. Vinegar ingestion at bedtime moderates waking glucose concentrations in adults with well-controlled type 2 Diabetes. Diabetes Care, Vol. 30(11): 2814-2815.

[10] Östman, E., Granfeld, Y. Persson, L. and Björc, I. 2005. Vinegar supplementation lowers glucose and insulin responses and increases satiety after a bread meal in healthy subjects. European Journal of Clinical Nutrition, Vol.59: 983-988.

[11] Fushimi, T., Suruga, K., Oshima, Y., Fukiharu, M., Tsukamoto, Y. and Goda, T. 2006. Dietary acetic acid reduces serum cholesterol and triacylglycerols in rats fed a cholesterol-rich diet. British Journal of Nutrition, Vol.95: 916-924.

[12] Konda, S., Tayama, K., Tsukamoto, Y., Ikeda, K. and Yamoro, Y. 2001. Antihypertensive effects of acetic acid and vinegar on spontaneously hypertensive rats. Bioscience, Biotechnology, and Biochemistry (Biosci. Biotechnol. Biochem), Vol. 65 (12): 2690-2694.

[13] O’Keefe, J.H., Gheewala, N.M. and O’Keefe, J.O. 2008. Dietary strategies for improving post-prandial glucose, lipids, inflammation, and cardiovascular health. Journal of the American College of Cardiology, Vol.51(3): 249-255.

[14] Shimoji, Y., Kohno, H., Nanda, K., Nishikawa, Y., Ohigashi, H., Uenakai, K. and Tanaka, T. 2004. Extract of kurosu, a vinegar from unpolished rice, inhibits azoxymethane-induced colon carcinogenesis in male F344 rats. Nutrition and Cancer, Vol.49(2): 170-173.

[15]  Nanda, K., Miyoshi, N., Nakamura, Y., Shimoji, Y., Tamura, Y., Nishikawa, Y., Uenakai, K., Kolno, H. and Tanaka, T. 2004. Extract of vinegar "Kurosu" from unpolished rice inhibits the proliferation of human cancer cells. Journal of Experimental & Clinical Cancer Research, Vol.23(1): 69-75.

[16] Baba, N., Higashi, Y. and Kanekura, T. 2014. Japanese black vinrgar "izumi" inhibits the proliferation of human squamous cell carcinoma cells via necroptosis. Nutrition and Cancer, Vol.65(7): 1093-1097.

[17] Fu, H., Shi, Q. and Mo, S.J. 2004. Effect of short-chain fatty acids on the proliferation and differentiation of the human colonic adenocarcinoma cell line Caco-2. Chinese Journal of Digestive Diseases, Vol.5: 115–117.

[18] Nishidai, S., Nakamura, Y., Torikai, K., Yamamoto, M., Ishihara, N., Mori, H. and Ohigashi, H. 2000. Kurosu, a traditional vinegar produced from unpolished rice, suppresses lipid peroxidation in vitro and in mouse skin. Bioscience, Biotechnology, and Biochemistry, Vol.64(9): 1909-1914.

[19] Fukuyama, N., Jujo, S., Ito, I., Shizuma, T., Myojin, K., Ishiwata, K., Nagano, M., Nakazawa, H. and Mori, H. 2007. Kurozu moromimatsu inhibits tumor growth of Lovo cells in a mouse model in vivo. Nutrition, Vol.23: 81-86.

[20] Kishi M, Fukaya M, Tsukamoto Y, Nagasawa T, Takehana K,  Nishizawa N. 1999. Enhancing effect of dietary vinegar on the intestinal  absorption of calcium in ovariectomized rats. Bioscience, Biotechnology, and Biochemistry, Vol. 63(5):905–910.

[21] Butsat, S. and Sirithon, S. 2000. Antioxidant capacities and phenolic compounds of the husk, bran and endosperm of Thai rice. Food Chemistry, Vol.119: 606-613.

[22] Dávalos, A., Bartolomé, B. and Gómez-Cordovés, C. 2005. Antioxidant properties of commercial grape juices and vinegars. Food Chemistry, Vol.93: 325-330.

[23] Seki, T., Morimura, S., Tabata, S., Tang, Y., Shigematsu, T. and Kida, K. 2008. Antioxidant activity of vinegar produced from distilled residues of the Japanese liquor shochu. Journal of Agricultural and Food Chemistry, Vol. 56: 3785-3790.

[24] Xu, Q., Tao, W. and Ao, Z. 2007. Antioxidant activity of vinegar melanoidins. Food Chemistry, Vol.102: 841-849.

[25] Fushimi, T., Tayama, K., Fukaya, M., Kitakoshi, k., Nakai, N., Tsukamoto, Y. and Sato, Y. 2001. acetic acid feeding enhances glycogen repletion in liver and skeletal muscle of rats. American  Society  for Nutritional Sciences, pp. 1973-1977.

"ประสบการณ์ 10 วันของ หนูดี-วนิษา ในคอร์สวิปัสสนากรรมฐานในสายท่านอาจารย์โกเอนก้า"

กับคำตอบของชีวิตว่า นี่คือทางสายเดียวที่อยากจะเดินในเวลาที่เหลือในชีวิต

 



เราทำอะไรไปกันบ้างคะ เราจำกันได้ไหมว่าในสิบวันล่าสุดนี้ไปไหน ทำอะไร ทานอะไรและเรียนรู้อะไรใหม่ๆ กันบ้าง ส่วนใหญ่แล้วสิบวันในชีวิตของคนเรามักจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว ว่องไว ทำอะไรจำกันไม่ค่อยได้เสียด้วยสิ แล้วเราก็โยนสิบวันจำนวนมากทิ้งไปเปล่าๆ ปลี้ๆ


สิบวันที่ผ่านมาของเดือนนี้ หนูดีจำได้แม่นยำที่สุดและคงจะจดจำไปได้ตลอดทั้งชีวิต เพราะได้ใช้ไปอย่างคุ้มค่าที่สุดค่ะ เป็นเวลาสิบวันที่คิดมาเก้าปีเต็มว่าจะลองไปแต่ก็ไม่ได้ทดลองไปสักที ก็เพราะความคิดที่ว่า “แหม สิบวันนี่มันยาวจริงๆ คงหาเวลาไม่ได้หรอกเนอะ”
แต่มันก็ไม่จริงหรอกค่ะ เพราะปีที่แล้วหนูดีหนีเที่ยวอเมริกา แคนาดา ไปซะสองทริป ตกทริปละเกือบเดือน ทีเวลาไปเที่ยวละหาเวลาได้เป๊ะๆ เชียว แต่เวลาสิบวันที่จะลองไปวิปัสสนาดูกลับเลื่อนมาได้ตั้งเก้าปี คิดแล้วสุดจะละอายใจ


ว่าแล้ว... หนูดีก็ได้ฤกษ์ทดลองสมัครไปอบรมวิปัสสนากรรมฐานในสายของท่านอาจารย์โกเอนก้า ในที่สุดก็ได้ไปพบ ได้เห็น ได้สัมผัส ได้ทดลองลงมือทำด้วยตัวเอง และพบว่า นี่คือเส้นทางสายเดียวที่อยากจะเดินในเวลาที่เหลือในชีวิตของตัวเอง เพราะเป็นหนทางที่พิสูจน์ได้ด้วยตัวเองทันทีในวินาทีนี้ทุกๆ วินาทีตรงหน้า ณ ปัจจุบัน


มันคงถึงเวลาของเราแล้ว เวลาที่จะมีโอกาสได้สัมผัสในวิถีที่เรียบง่าย ได้ผล ตรงประเด็น และมีความเป็นวิทยาศาสตร์สูงที่สุดโดยไม่มีสิ่งใดอื่นๆ มาเคลือบแฝงเลย เป็นครั้งแรกที่สัมผัสได้เลยว่าพระพุทธเจ้าของเราและพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ทรงสอนในสิ่งที่เป็นวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ได้ จับต้องได้จริง ไม่มีพิธีกรรมใดๆ ไม่มีการกราบเคารพรูปบูชา ไม่ท่องบริกรรมคาถาใดๆ เลย ไม่ต้องใส่ชุดขาว ไม่ต้องสวดมนต์


ที่สำคัญ ทุกศาสนามาเรียนได้ทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู ฯลฯ เพราะมันช่างบริสุทธิ์จนแทบไม่มีอะไรจริงๆ เพราะความทุกข์นั้นเป็นของสากล มีเพียงการเอาร่างกาย (รูป) และเอาจิตใจ/สมอง (นาม) มาสัมผัสกันแล้วเราก็ติดตามสังเกตการณ์ไปเรื่อยๆ ว่าอะไรจะเกิดขึ้นที่ภายใน


เวลาสิบวันเต็มๆ ที่หนูดีไม่ได้ทำอะไรอื่นเลยนอกจากตามดูลมหายใจและสิ่งที่เกิดขึ้นกับกายและจิต เราไม่ได้พูดกับใครเลย ทำไม่ได้แม้กระทั่งสบตา ไม่สามารถนำโทรศัพท์ติดตัวเข้าไป ไม่สามารถมีหนังสือ สมุดจด ปากกา ดินสอ อะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น เป็นเวลาสิบวันที่แสนจะสงบจากภายนอก แต่ว่าภายในนั่นสิคะ ช่างปั่นป่วนเหมือนมีพายุสักสิบลูกก็ไม่ปาน เมื่อทุกอย่างสงบและเราเฝ้าติดตามสังเกตลมหายใจของเราไปเรื่อยๆ จะเริ่มเห็นด้วยตัวเองว่า จิตของเรานี่ช่างพูดสักแค่ไหน

แหม... ช่วงสามวันแรกนี่หนูดีรำคาญสมองตัวเองมาก ด้วยความที่มันช่างไม่หยุดพูดเลย แถมแต่ละสิ่งที่พูดก็ไม่ค่อยใช่สิ่งที่ดีเสียด้วย เพราะมันจะชอบพูดแต่อะไรๆ ที่เกิดขึ้นไปแล้วในอดีตและทำให้เราเสียใจ โกรธ หงุดหงิด พอเราเงียบมันก็จะหยิบเรื่องเก่าๆ ที่ถูกกดไว้ไม่อยากไปคิดขึ้นมาพูดซะเรื่อยเลย ไปห้ามมันไม่ได้เลยเพราะหนูดีทำไม่เป็น จะหยิบหนังสือมาอ่านให้เสียงพวกนี้เงียบไปแบบที่เคยๆ ก็ทำไม่ได้เสียอีก มันช่างน่ารำคาญยิ่งนัก


แต่นี่ละค่ะ คือเหตุผลที่หนูดีพาตัวเองมาที่นี่ เพราะอยากรู้ว่า จิตของเราประกอบด้วยอะไร และจะใช้มันอย่างไรดี จะควบคุมอย่างไรดีนะ ที่นี่สอนทุกอย่างเบ็ดเสร็จในเวลาสิบวันเบาๆ ตอนออกมาแล้วนี่สมองเบาไปแยะเลยค่ะ เริ่มรู้วิธีทำให้มันหยุดพูดซะที


สังเกตไปเรื่อยๆ ลำพังจิตที่แสนจะพูดมากแล้วหนูดียังต้องรับมือกับ “กาย” อีก อันนี้ก็ใช่ย่อยค่ะ นั่งสมาธิกันนานๆ เดี๋ยวเจ็บตรงนั้น เดี๋ยวปวดตรงนี้ เรียกหนูดีกันไม่ได้หยุดหย่อน สารภาพเลยว่า เหนื่อยกว่าทำงานอีก เดี๋ยวจิตก็เรียกไปเรื่องนั้น ยังไม่ทันตามมันไปทัน อ้าว ปวดขาซะแล้ว โดนขาเรียกมาว่า “ฉันปวดๆๆๆๆ” อ้าวเดี๋ยวจิตก็จะไปเรื่องอดีตอันนั้นที่เราเคยโกรธคนนั้นไว้ อ้าวเดี๋ยวกายก็มาเรียกอีกแล้วว่าปวดต้นคอ อ้าวเดี๋ยวจิตก็ไปหวาดกลัวเรื่องนู้นในอนาคตอีก เพลียมาก


ตอนแรกเหมือนมีลูกอ่อนสักห้าคนพร้อมกันและร้องเรียกเราพร้อมๆ กันด้วย คุณแม่เหนื่อยมากค่ะ จิตเรานี่กำลังเยอะมากและปราบมันได้วิธีเดียวคือ “อุเบกขา” มองแล้วนิ่ง มองแล้วนิ่ง แล้วกลับมาดูเวทนาทางกาย ทำซ้ำๆ แบบนี้อยู่สิบวัน ตอนแรกคิดว่า ไม่รอดแน่ๆ แต่การสอนกรรมฐานแนวนี้ช่างเรียบง่ายทำตามง่ายยิ่งนัก เพียงแต่จิตเราไม่เคยได้ฝึก ก็เลยทำกันไม่เป็น มันเลยดูยาก


แต่เชื่อไหมคะ ภายในสิบวันพวกเราทำกันได้แทบทุกคน เริ่มควบคุมจิตได้เป็นครั้งแรกในชีวิต จิตเริ่มไม่ทำให้เราทุกข์เกินไป
หนูดีนึกวิชาวิทยาศาสตร์ทางสมองที่เรียนสมัยอยู่ฮาร์วาร์ดหลายๆ ครั้งและรู้เลยว่า ที่พระพุทธเจ้าทรงบอกตรงนี้มันตรงกับอวัยวะนี้ๆ ในสมอง ไม่พลาดเลย แต่ดีกว่าตรงที่วิชาของพระพุทธเจ้าไปไกลกว่ามากค่ะ สิ่งที่วิทยาศาสตร์ยังกำลังพยายามจะพิสูจน์อยู่ ท่านได้บทสรุปไปถึงไหนๆ แล้วแถมเอามาสอนให้ดับทุกข์ได้โดยสิ้นเชิงได้อีก ทั้งหมดนี้พวกเราเรียนกัน ทดลองด้วยตัวเองในสิบวันเท่านั้นเอง
ฉบับต่อไปหนูดีจะมาเล่าให้ฟังต่อนะคะว่า ทำไมนี่คือวิชาที่หนูดีออกมาแล้วแนะนำเพื่อนทุกคนว่า “สมัครเลย สมัครเดี๋ยวนี้ อย่ารอเก้าปีแบบหนูดี เพราะนี่คือสิ่งที่จะเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล” แฟนคอลัมน์ของหนูดีสมัครได้เลยเช่นกันที่ www.thai.dhamma.org ฟรีอีกต่างหาก


เพราะเงินทั้งหมดมาจากศิษย์เก่าแบบพวกหนูดีนี่ละที่ทดลองได้ผลกับตัวเอง แล้วบริจาคทิ้งไว้ให้รุ่นน้องๆ ได้ทดลองไปด้วย ใครโกรธบ่อย หงุดหงิดง่าย ไม่สบายใจประจำ พบทางออกได้ที่นี่ สิบวันที่คุ้มค่าที่สุดของชีวิตหนูดีอยู่ที่นี่ค่ะ


*บทความโดย วนิษา เรซ (หนูดี) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมองและการเรียนรู้ เผยแพร่ใน กรุงเทพธุรกิจกายใจ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2559 

 

"เบาหวานในเด็กและวัยรุ่น"


เด็กเป็นเบาหวานได้ด้วยหรือ

คนส่วนใหญ่อาจไม่ค่อยคุ้นเคยกับโรคเบาหวานในเด็ก จนอาจสงสัยว่าเด็กและวัยรุ่น (อายุน้อยกว่า 20 ปี) เป็นเบาหวานได้ด้วยหรือ เด็กที่เป็นเบาหวานเนื่องมาจากขาดอินซูลินหรือการออกฤทธิ์ของอินซูลินไม่ดี เนื้อเยื่อต่าง ๆ ใช้น้ำตาลไม่ได้ จึงทำให้น้ำตาลในเลือดสูง

ชนิดของเบาหวานที่พบในเด็ก

เบาหวานที่พบในเด็กและวัยรุ่นสามารถจำแนกได้เป็น 3 ชนิดคือ

เบาหวานชนิดที่ 1 เป็นโรคทางภูมิคุ้มกันชนิดหนึ่ง กล่าวคือร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นต่อต้านตนเอง (autoimmune) แล้วภูมิคุ้มกันนี้ได้ไปทำลายตับอ่อนทีละน้อย ๆ จนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ในที่สุด เบาหวานชนิดนี้เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุดในเด็กและวัยรุ่น (ประมาณร้อยละ 70 ของผู้เป็นเบาหวานที่เป็นเด็กและวัยรุ่น)
เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นแบบเดียวกับเบาหวานที่พบมากในผู้ใหญ่ ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญได้แก่ภาวะอ้วน และ มักมีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคเบาหวาน
เบาหวานที่เกิดจากยาหรือการติดเชื้อบางชนิด เช่น เด็กที่กินยาสเตียรอยด์ในปริมาณมากและติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะมีอาการหน้าบวม ตัวกลม ระดับน้ำตาลในเลือดสูง เป็นต้น

เบาหวานชนิดที่ 1
เบาหวานชนิดที่ 1 ยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน มีสมมุติฐานว่าผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงด้านพันธุกรรมบางอย่าง ร่วมกับมีปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมมากระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านตับอ่อนตนเอง ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุถึงปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวได้อย่างชัดเจน แต่มีการศึกษาว่าอาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อบางชนิด หรือการที่สมดุลจุลินทรีย์ในร่างกายเปลี่ยน แปลงไป จนส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันและตับอ่อนในที่สุด

อาการ
สำหรับอาการของโรคเบาหวาน เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูง น้ำตาลถูกขับออกมาทางปัสสาวะ อาจมีประวัติปัสสาวะมีมดตอม มีปัสสาวะบ่อยและเยอะ หรือมีปัสสาวะรดที่นอนในวัยที่ไม่สมควร เมื่อร่างกายเสียน้ำมาก จึงมีอาการกระหายน้ำบ่อยผิดปกติ และเนื่องจากร่างกายนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานไม่ได้ จึงมีอาการอ่อนเพลีย กินจุ หิวบ่อย น้ำหนักลด และหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง ก็อาจมีเลือดเป็นกรดและคีโตนคั่ง เราเรียกภาวะนี้ว่า “ดีเคเอ” (DKA; Diabetic ketoacidosis) ซึ่งเป็นภาวะที่ฉุกเฉิน บางคนอาจอาเจียน ปวดท้อง หายใจหอบหรืออาจหมดสติ ซึ่งต้องการรักษาอย่างเหมาะสมโดยรีบด่วน

การรักษา
การรักษาเด็กกลุ่มนี้คือต้องได้รับอินซูลินทดแทน ซึ่งในปัจจุบันจำเป็นต้องได้รับอินซูลินโดยรูปแบบฉีดเท่านั้น มีความพยายามผลิตอินซูลินในรูปแบบอื่น ๆ เช่นรับประทาน หรือแบบพ่นทางปาก แต่พบว่าได้ผลไม่ดีเนื่องจากอินซูลินถูกทำลายได้ง่ายในกระเพาะอาหาร ผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 จำเป็นต้องฉีดอินซูลินวันละอย่างน้อย 3-4 ครั้ง ทุก ๆ วันไปตลอดชีวิต และตรวจน้ำตาลปลายนิ้วด้วยตนเอง รวมถึงมีการพัฒนาเครื่องมือสำหรับเดินยาอินซูลินแบบต่อเนื่องใต้ผิวหนัง ปัจจุบัน ได้มีการคิดค้นการรักษาอื่น ๆ เช่น ตับอ่อนเทียม (artificial pancreas) ซึ่งจะอาศัยองค์ประกอบ 3 อย่างได้แก่ เครื่องให้อินซูลินแบบต่อเนื่อง (insulin infusion pump) เครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลต่อเนื่อง (continuous glucose sensor) และระบบประมวลผล วิเคราะห์ข้อมูลและคำนวณการให้อินซูลิน ปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวยังใช้ในวงจำกัดในโครงการวิจัย ยังไม่ได้นำมาใช้ในผู้เป็นเบาหวานโดยทั่วไป สำหรับการปลูกถ่ายตับอ่อนและเบต้าเซลล์ เป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่งในการหาวิธีการรักษาเบาหวานให้หายขาด อย่างไรก็ตามเมื่อติดตามไประยะยาว ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่สามารถหยุดยาฉีดอินซูลินอย่างถาวรได้ และจำเป็นต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกันระยะยาว นักวิจัยทั่วโลกมีความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะพัฒนาเซลล์ซึ่งสามารถสร้างอินซูลินได้จากแหล่งอื่น ๆ เช่นจากเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (stem cells) ซึ่งยังอยู่ในการศึกษาวิจัย

การจัดอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 จะไม่จำกัดพลังงานมากเหมือนกับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เนื่องจากผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 มักจะผอมอยู่แล้ว แนะนำให้รับประทานอาหารตามปกติที่ต้องการตามวัย โดยสัดส่วนพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตอยู่ที่ร้อยละ 50 ของพลังงานทั้งหมดที่ได้รับในหนึ่งวัน และเลือกคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดขึ้นเร็วหรือขึ้นสูง (มีค่า glycemic index ต่ำ) เช่น ควรรับประทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตจากข้าวหรือธัญพืชที่ไม่ขัดสี หลีกเลี่ยงการรับประทานคาร์โบไฮเดรตจากขนมหวาน เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงอาหารที่เค็มจัด หรือมีไขมันสูงเกินไป เป็นต้น
เด็กและวัยรุ่นผู้เป็นเบาหวานควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ สามารถเล่นกีฬา เรียนพละได้เช่นเดียวกับคนทั่วไป ไม่ควรมีการถูกจำกัดกิจกรรมใด ๆ การออกกำลังกายเป็นการกระตุ้นให้กล้ามเนื้อใช้พลังงาน มีประโยชน์มากในการควบคุมระดับน้ำตาลและมีผลดีต่อสุขภาพด้วย แนะนำให้ออกกำลังกายหรือกิจกรรมออกแรงอย่างน้อยวันละ 20-30 นาทีทุกวัน โดยสอนให้ผู้ป่วยปรับลดขนาดอินซูลินหรือเพิ่มมื้ออาหารว่างขณะออกกำลังกายเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาน้ำตาลต่ำ

เบาหวานชนิดที่ 2
ปัจจุบันพบเบาหวานชนิดที่ 2 เริ่มเป็นกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ในเด็กวัยรุ่นที่มีภาวะอ้วน ทั้งนี้เนื่องจากอุบัติการณ์ของโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกช่วงวัย รวมถึงเด็กและวัยรุ่นด้วย เบาหวานชนิดที่ 2 นี้ ตับอ่อนยังสร้างอินซูลินได้ แต่เนื่องจากร่างกายอ้วนมาก เลยดื้อต่ออินซูลิน ทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่พอเพียง อย่างไรก็ตามเบาหวานชนิดที่ 2 นี้ป้องกันได้ด้วยการลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย ควบคุมอาหารให้ดี ซึ่งอาจช่วยให้สามารถควบคุมน้ำตาลได้ โดยไม่ต้องใช้ยาฉีดหรือยารับประทาน การเฝ้าติดตามการเจริญเติบโตของเด็ก รีบวินิจฉัยและรักษาโรคอ้วนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการป้องกันเบาหวานชนิดที่ 2 โดยเฉพาะในเด็กที่มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน

กำลังใจ : สิ่งสำคัญในการรักษา
กำลังใจนับเป็นสิ่งสำคัญในการรักษา ทั้งจากพ่อแม่ของผู้ป่วย เพื่อน และคุณครูซึ่งมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีกำลังใจที่จะดำเนินชีวิตอย่างคนปกติ กล้าเปิดเผยว่าตนเองเป็นเบาหวาน มีผู้ป่วยเบาหวานตั้งแต่เด็กจำนวนมากที่สามารถใช้ชีวิตจนประสบความสำเร็จ เช่น เป็นแพทย์ เป็นวิศวกร หรือศึกษาสำเร็จระดับปริญญาเอก การเป็นโรคเบาหวานยังทำให้เด็กมีระเบียบวินัยในการดูแลตนเอง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อสุขภาพเด็กใน
ระยะยาว

ในกรณีที่ผู้ป่วยเด็กรู้สึกโดดเดี่ยว การได้เข้าร่วมกิจกรรมออกค่ายร่วมกับผู้ป่วยโรคเดียวกันหรือทำกิจกรรมกับชมรมเครือข่ายผู้เป็นเบาหวาน จะช่วยปรับทัศนคติของเด็ก และได้รับความรู้และกำลังใจในการดูแลเบาหวานอย่างถูกต้อง ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ หรือ เฟซบุ๊ก สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี www.dmthai.org หรือที่ เว็บไซต์ ชมรมเพื่อเด็กและวัยรุ่นเบาหวาน www.thaidiabetes.com

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ธนินี สหกิจรุ่งเรือง สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย

...............................................
นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

Credit : บทความคอลัมน์ "ชีวิตและสุขภาพ" นสพ.เดลินิวส์

Link : https://www.dailynews.co.th/article/553348

Food for Health
“เครื่องดื่มน้ำข้าวกล้องหมัก” 
 
 
 
โดย ผศ.ดร.พัชราณี  ภวัตกุล
ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
 
เมื่อพูดถึงน้ำส้มสายชู คนไทยต่างคุ้นเคยกันในรูปแบบของน้ำส้มสายชูกลั่น เพราะเป็นเครื่องปรุงรสในครัวเรือนที่ขาดไม่ได้ สามารถนำมาปรุงรสอาหารได้หลากหลายชนิด ซึ่งแท้จริงแล้ว น้ำส้มสายชูนั้นสามารถผลิตได้จากธัญพืชและผลไม้หลายชนิด ที่นิยมกันได้แก่ น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ล หรือแอปเปิ้ลไซเดอร์ แต่เมื่อพูดถึงน้ำข้าวกล้องหมักแล้ว อาจจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับใครหลายๆคน วันนี้เราจะได้มาทำความรู้จักน้ำข้าวกล้องหมักกันมากขึ้น

ปัจจุบันน้ำข้าวกล้องหมัก (Rice Vinegar) ได้มีบทบาท และเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นในฐานะของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เนื่องจากประกอบไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ โพลีฟีนอล กรดอะมิโน และกรดอินทรีย์จำเป็นอื่นๆ สารอาหารต่างๆ เหล่านี้ มีประโยชน์ต่อร่างกายในหลายด้าน ได้แก่
 
  • รักษาสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ความเป็นกรดของน้ำข้าวกล้องหมักช่วยส่งเสริมการเจริญของจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร ช่วยในการย่อย การดูดซึม การขับถ่าย ทำให้รู้สึกอิ่มนาน ไม่หิวง่าย และลดการอักเสบของลำไส้
  • สารต้านอนุมูลอิสระในน้ำข้าวกล้องหมักซึ่งอาจจะช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และความดันโลหิต ซึ่งอาจจะมีผลต่อการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งมะเร็งบางชนิด
  • ช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ช่วยฟื้นฟูร่างกายจากอาการเหนื่อยล้า สร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ป้องกันการเกิดภูมิแพ้ได้ง่าย
  • สารต้านอนุมูลอิสระปริมาณมากในน้ำข้าวกล้องหมัก โดยเฉพาะสารในกลุ่มโพลีฟีนอล ช่วยชะลอการเสื่อมของร่างกายได้
น้ำข้าวกล้องหมักนั้นถือได้ว่าเป็นภูมิปัญญาของคนโบราณและรับประทานกันมากว่า 1,000 ปี ซึ่งกรรมวิธีการผลิตน้ำข้าวกล้องอินทรีย์หมัก วิธีดั้งเดิมซึ่งคงคุณค่าสารอาหารต่างๆ ทำได้โดยการหมักจากการใช้เชื้อที่มีประโยชน์ โดยจะนึ่งข้าวกล้องแล้วโรยด้วยสปอร์ จากหัวเชื้อรา (Aspergillus oryzae) ซึ่งจะถูกผสมและส่งเข้าไปเพาะเลี้ยงเชื้อราในห้องที่มีการควบคุมอุณหภูมิ และความชื้นที่เหมาะสมเป็นเวลา 2 วัน เชื้อราจะผลิตเส้นใยห่อหุ้มวัตถุดิบซึ่งเรียกว่า “โคจิ”   ขั้นตอนต่อไป คือนำโคจิมาผสมกับน้ำและข้าวกล้องนึ่งสุก  ในขบวนการหมักใช้เวลาประมาณ 2 เดือน สำหรับวัตถุดิบนั้นใช้ข้าวกล้องหอมมะลิอินทรีย์ที่ยังมีทั้งรำข้าวและจมูกข้าวติดอยู่ ซึ่งจะมีกรดอะมิโนในปริมาณสูงและมีรสชาติที่กลมกล่อม

คนไทยอาจพึ่งหันมาดื่มน้ำข้าวกล้องหมักเมื่อไม่นานมานี้ แต่ในต่างประเทศนั้นโดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น และยุโรป มีการดื่มน้ำข้าวกล้องหมักเพื่อสุขภาพมานานแล้ว ปัจจุบันมีน้ำข้าวกล้องหอมมะลิหมักซึ่งเป็นผลิตผลของไทย  ถึงเวลาแล้วที่เราจะหันมาดูแลสุขภาพด้วยอาหารของดีๆ ที่มีอยู่ในบ้านเรา เพราะนอกจากจะมีประโยชน์ด้านสุขภาพแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการเกษตรข้าวกล้องหอมมะลิไทยอีกด้วย

 
www.saikahealth.com

Powered by MakeWebEasy.com