Let's Help Reduce DIABETES

2703 จำนวนผู้เข้าชม  |  ข่าวสารและบทความ

Let's Help Reduce DIABETES

เกริ่นหัวข้อแบบนี้หลายท่านอาจสงสัยว่า เป็นบทความเรื่องการดูแลสุขภาพไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาสินค้าแต่อย่างใด อุตสาหกรรมอาหารจะช่วยลดโรคเบาหวานกันได้อย่างไร ในส่วนของความจริง เราจะพบว่าสินค้ากลุ่มเครื่องดื่มมีการใส่น้ำตาลเพื่อเพิ่มความหวานไปอย่างมากจนก่อให้เกิดภาวะโรคอ้วนในหมู่เด็กๆ รวมทั้งทำให้คนไทยเป็นเบาหวานเพราะการกินหรือดื่มน้ำตาลเกินปริมาณที่กำหนดไปจากมาตรฐานอย่างมากมาย ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว…อุตสาหกรรมอาหารจะช่วยลดภาวะโรคเบาหวานกันในรูปแบบใด

จากสถิติการวิจัยที่ผ่านมา พบว่าในปี 2557 คนไทยมีภาวะเบาหวานอยู่ 4 ล้านคน มีภาวะอ้วนกันประมาณ 19 ล้านคน จากการบริโภคนน้ำตาลเกินกว่ามาตรฐานนี้ เนื่องจากเรามักพบน้ำตาลอยู่ในสินค้ามากมายโดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มบำรุงร่างกาย หรือน้ำอัดลม เราจึงเห็นคนไทยอ้วนมากขึ้นมีภาวะเบาหวานมากขึ้น ก่อให้เกิดการสูญเสียเงินตราในการรักษาโรคเบาหวาน ทั้งในแง่การใช้ยาและการต้องดูแลรักษาสุขภาพ จากคำแนะนำตามมาตรฐานได้กำหนดไว้ว่าควรบริโภคน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน เราอาจคิดว่าการป้องกันดูแลรักษาสุขภาพนี้เป็นหน้าที่ของทางสาธารณสุข…นั่นอาจเป็นแค่หนทางหนึ่ง…แต่หากเรามองในอีกมุมหนึ่ง นี่จะเป็นโอกาสทางการพัฒนาสินค้าให้เหมาะสมกับสภาวะของผู้บริโภค ในหลายประเทศเริ่มมีการเข้มงวดโดยการเพิ่มภาษีสำหรับสินค้าที่ใส่น้ำตาลเพื่อควบคุมการบริโภคน้ำตาลและดูแลสุขภาพของผู้บริโภค ในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายดังกล่าวออกมาบังคับใช้แต่อย่างใด เพียงมีกระแสว่าอาจขึ้นภาษีหากเติมน้ำตาลเกินกว่ากำหนด ปัจจุบันมีผู้ประกอบการหลายรายเริ่มลดการใช้น้ำตาลและใช้สารทดแทนความหวานชนิดอื่นกันแล้ว แต่ยังไม่ค่อยมีการโหมโฆษณาอย่างจริงจังผู้บริโภคที่สนใจอาจต้องดูในฉลากเองว่าใช้สารใด ที่พบเห็นในอดีตมีการใช้สารขัณฑสกร (Saccharin) แทนน้ำตาล แต่ด้วยความไม่ปลอดภัยเพียงพอว่าจะก่อให้เกิดมะเร็งได้ จึงไม่อนุญาตให้ใช้ในไทย รวมทั้งสารไซคลาเมต (Cyclamate) แต่ก็พบว่าอาจก่อให้เกิดมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะได้ จึงไม่นิยมและไม่อนุญาตในเวลาต่อมาเช่นกัน สารสังเคราะห์ตัวต่อมาที่ยังใช้กันแพร่หลายคือแอสปาร์เทม (Aspartame) ซึ่งให้ความหวานมากถึง 200 เท่าของน้ำตาล แม้จะไม่มีโทษต่อผู้บริโภค แต่มีรายงานว่าสารนี้อาจเป็นอันตรายต่อผู้ที่มีโรคอันเนื่องมาจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เรียกว่า เฟนิลคีโตนูเรีย (Phenylketonuria; PKU) เพราะบุคคลเหล่านี้จะไม่สามารถใช้และกำจัดเฟนิลอะลานีน (Phenylalanine) ได้ทำให้มีการสะสมของสารเคมีที่มีผลต่อสมอง

แต่ปัจจุบันมีการค้นคว้าพบสารให้ความหวานแทนน้ำตาลตัวใหม่โดยสกัดจากหญ้าหวาน ชื่อว่า Stevioside ซึ่งให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 200-300 เท่า หญ้าหวานมีการสกัดสารใช้กันมานานแล้วในอเมริกาใต้และญี่ปุ่นกว่าทศวรรษ แต่ในปี 2528 กลับมีรายงานระบุว่าหญ้าหวานอันตราย ทำให้เกิดเนื้องอกสูงมากในหนูทดลอง ซึ่งจากผลงานวิจัยนี้เองส่งผลให้องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (Food and Drug Administration; FDA) ออกมาประกาศว่าหญ้าหวานไม่ปลอดภัย และห้ามใช้เป็นสารปรุงแต่งในอาหาร และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วยทำให้มีการห้ามใช้และนำเข้ามาในไทย แต่ในปี 2534 มีผู้วิจัยแย้งว่าไม่มีพิษอย่างที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด มีความปลอดภัย ไม่เป็นพิษ ทำให้ในขณะนี้มีผู้ผลิตหญ้าหวานเพื่อสกัด Stevioside มาสู่ตลาดมากขึ้น นี่จึงเป็นโอกาสที่ดีของผู้ผลิตสินค้าที่จะประยุกต์ใช้สาร Stevioside ในสูตรเพื่อพัฒนาสินค้าสำหรับผู้รักสุขภาพ ซึ่งได้ทั้งการเพิ่มมูลค่าสินค้าและลดภาวะโรคเบาหวานในคนไทยได้เป็นอย่างดี ทราบมาว่าผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มหลายชนิดได้เริ่มใช้สาร Stevioside เพื่อทดแทนน้ำตาลกันมากขึ้น ทั้งในแบบทดแทนทั้งหมดหรือเป็นเพียงบางส่วน แต่ยังไม่มีการโหมประชาสัมพันธ์แต่อย่างใด อาจด้วยเหตุผลด้านการตลาดและการค่อยๆสร้างความรับรู้ให้ผู้บริโภคเข้าใจแต่นี่น่าจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการช่วยทั้งผู้บริโภค ประเทศชาติและตัวบริษัทเองในการพัฒนาสินค้าที่เพิ่มมูลค่าต่อไป

 

ที่มา: Food Focus Thailand Magazine ฉบับ มีนาคม 2560 No. 132

Powered by MakeWebEasy.com